วัดพระใหญ่

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี หรือ พระใหญ่ ประดิษฐานอยู่ที่เขานาคเกิด เลยจากวัดฉลองไปไม่ไกล เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดภูเก็ต ลักษณะเด่นของพระใหญ่ ได้แก่ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่เห็นได้รอบเกาะภูเก็ต โดยมีนัยสำคัญในการก่อสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสันติ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความหวัง การก่อสร้างพระพุทธรูปมิ่งมงคลเอกนาคคีรี สำเร็จได้ด้วยการร่วมมือร่วมใจบริจาคของประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย หากคุณมีโอกาสมาเยือนภูเก็ต ควรหาโอกาสไปกราบไหว้เคารพสักการะพระใหญ่บนเขานาคเกิด และชมทัศนียภาพที่สวยงามของเกาะภูเก็ตในมุมสูง 

พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี (พระใหญ่) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปแบบร่วมสมัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๒๕.๔๕ เมตร ความสูง ๔๕ เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ประดับผิวด้วยหินอ่อนหยกขาว “สุริยกันต”(สุริยกันตะ) จากพม่า น้ำหนักเฉพาะหินอ่อน หยกขาวประมาณ ๑๓๕ ตัน หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ตารางเมตร

การเดินทางไปพระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี (พระใหญ่) ภูเก็ต

จากตัวเมืองถนนเจ้าฟ้านอก เลยวัดฉลอง 800 เมตร เลี้ยวขวาเข้าซอยยอดเสน่ห์ (ระยะทางขึ้นเขา 6 ก.ม.) ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต หรือจากวงเวียน ห้าแยกฉลองถนนเจ้าฟ้านอก ระยะทาง 1 ก.ม. เลี้ยวซ้ายเข้าซอยยอดเสน่ห์ (ระยะทางขึ้นเขา 6 ก.ม.) ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ตทางขึ้นไปยังเขานาค เกิดค่อนข้างจะลาดชันสักเล็กน้อยเส้นทางเป็นถนนราดยางรถทุกชนิดสามารถขึ้นได้

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.mingmongkolphuket.com

วัดทางสาย

วัดทางสาย

ที่ตั้งพุทธธรรมสถานอุทยานวัดทางสาย(เขาธงชัย)
ตั้งอยู่ที่ ม.9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีลักษณะคล้ายเต่ายื่นลงไปในทะเล อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 อ่าว คือ อ่าวบ้านกรูดและอ่าวบ้านทางสาย มีความสูงจากน้ำทะเลถึงยอดเขา 110 ฟุต มีถนนขึ้นสู่ยอดเขาโดยสะดวก ระยะทาง 1 กิโลเมตร ห่างจากสถานีรถไฟบ้านกรูด 4 กิโลเมตร ห่างจากถนนเพชรเกษม 12 กิโลเมตร

พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ
ในวโรกาศมหามงคลดิถี 5 พฤษภาคม พระพุทธศักราช 2539 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงเถลิงถวัลราชสมบัติครบ 50 ปี นับเป็นพระมหากษัตริยาธิราช อันยินนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริยาธิราชทุกพระองค์ ที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารและในโลกปัจจุบัน

คณะสงฆ์วัดทางสาย คณะกรรมการเทิดพระเกียรติ์ ประชาชนชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ ร่วมกันสร้างพระเจดีย์ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระราชกุศล เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ เพิ่อประดิษฐานในพระเจดีย์ และทรงพระกรุณาโปรดกระหม่อม พระราชทานนามพระเจดีย์ว่า "พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ"

 

พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ เป็นแบบสถาปัตยกรรมไทยกรุงรัตนโกสินทร์ ประจำรัชสมัยรัชกาลที่ 9 คณะกรรมการการก่องสร้างมีนายสวัสดิ์ โชติพานิช อดีตประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการ ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยหม่อมราชวงศิมิตรารุณ เกษมศรี สถาปนิกประจำราชสำนักและศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นปูชนียบุคคลด้านสถาปัตยกรรมไทย

โดยรวมเอาพระเจดีย์ พระสถูป อุโบสถ วิหารคด ระเบียง มารวมอยู่ในอาคารเดียวกันรูปลักษณ์เป็นอาคารชุดหลังเดียวขนาดใหญ่ในเนื้อที่กว่า 3 ไร่ ฐานอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 50 เมตร สูง 50 เมตร จึงมีความหมายการครองราชครบ 50 ปี มีเจดีย์องใหญ่รูปทรงกลมเป็นองค์ประธาน มีเจดีย์ขนาดย่อมล้อมรอบ 8 องค์เป็นหมู่เจดีย์ 9 องค์ หมายถึงประจำรัชกาลที่ 9 ภายในองค์พระมหาธาตุเจดีย์ ประกอบด้วยชั้นต่างๆ 5 ชั้น

นวโรกาศมหามงคลสมัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชมมพรรษา 60 พรรษา วันที่ 12 สิงหาคม พระพุทธศักราช 2535
วัดทางสาย คณะสงฆ์และประชาชนชาวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทุกหมู่เหล่า ต่างปลื้มปิติปราโมทย์สุดจะพรรณา ด้วยความจงรักภักดีสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมหาที่สุดมิได้ ได้มีจิตมานฉันท์ร่วมใจกันสร้าง พระพุทธรูปปูนปั้น ปิดทอง แบบศิลปะคันธาระ ปางสมาธิ หน้าตักกว้าง 10 เมตร สูง 13.82 เมตร ฐานสูง 4.18 เมตร น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายราชสักการะ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระนามว่า"พระพุทธกิติสิริชัย"และทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุในองค์พระพุทธกิติสิริชัย วันพฤหัสบดี แรมเจ็ดค่ำ เดือนหก ปีชวด ตรงกับวันที่ 6 มิถุนายน พระพุทธศักราช 2539 เวลา 9 นาฬิกา 59 นาที

นอกจาก พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ และ พระพุทธกิติสิริชัย แล้ว บริเวณใกล้เคียงกันยังมี พระตำหนักกรมหลวงชุมพรฯ อีกด้วย

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.prachuaptown.com/travel/bangsapan/wattangsai.php

วัดพระธาตุเขาน้อย

วัดพระธาตุเขาน้อย ตำบลดู่ใต้ อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน เป็นวัดราษฎร์ องค์พระธาตุตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อย ซึ่งอยู่ด้านตะวันตกของตัวเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็ง เมื่อปี พ.ศ. 2030 องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชฯ ระหว่างปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า และวิหารสร้างในสมัยนี้เช่นกัน วัดพระธาตุเขาน้อยเป็นปูชนียสถานที่สำคัญ และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 240 ม. หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค 303 ขั้น

ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองน่านได้อย่างชัดเจน ตามประวัติพระธาตุองค์นี้ สร้างโดยมเหสีของของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่ 20 เจ้าผู้ครองนคร น่าน อีกหลายองค์ต่อมาได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุมาโดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง

จากวัดพระธาตุเขาน้อย สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของตัวเมืองน่าน ปัจจุบันบริเวณลานชมทิวทัศน์ ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรบนฐานดอกบัวสูง 9 เมตร บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542

 
กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปีพ.ศ.2523 ด้วยความเป็นวัดที่อยู่บนเขาสูงจึงเป็นจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงาม  อยู่ตรงลานปูนมีพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่คือพระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีน่าน สร้างเมื่อปีพ.ศ.2542 ถีอเป็นจุดเดียวที่เห็นเมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขาน้อยใหญ่ ตั้งทะมึนโอบล้อมเมืองน่านเป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้เราเห็นชัดถึงลักษณะการตั้งเมืองของทางภาคเหนือ ที่มักเลือกทำเลที่ตั้งบนที่ราบลุ่ม และโอบล้อมด้วยหุบเขา
 
การเดินทาง  ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 101 ก่อนข้ามสะพานเข้าเมืองน่าน มีทางแยกซ้ายมือเข้าทางหลวงหมายเลข 1025 เส้นทางเดียวกับทางไปวัดพญาวัด แต่เลยไปอีกราว 2 กม. ขึ้นเขาไป ก็จะถึงยอดเขาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด
 
ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.paiduaykan.com

 

วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก)

วัดเจติยาคิรีวิหาร (วัดภูทอก)

วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือ ภูทอก ตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2483 โดยพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ ได้มาบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูวัว อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย คืนหนึ่งได้เกิดนิมิตรขึ้นเห็นปราสาท 2 หลัง ลักษณะสวยงามมากอยู่ทางด้านภูทอกน้อย ดังนั้นพระอาจารย์จวนกุลเชฎโฐ จึงได้เดินทางมาพิสูจน์ตามที่เกิดนิมิตร และได้พบลักษณะภูมิประเทศที่สวยงานร่มรื่น เหมาะที่จะปฏิบัติธรรม จึงได้สำรวจ และปักกรดอยู่ที่ ถ้ำบนภูทอก กับพระครูศริธรรมวัฒน์ ต่อมาชาวบ้านคำแคนเห็นพระอาจารย์จวน ธุดงภ์มาอยู่ที่ภูทอก จึงพร้อมใจกันอารธนาให้สร้างวัด ขึ้นที่ภูทอก 

บันไดขึ้นภูทอก

                    การขึ้นภูทอกนั้น  ท่านพระอาจารย์จวนเริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม บันไดทั้ง 7 ชั้น แตกต่างกัน ดังนี้ 

ชั้นที่ ๑.  เมื่อนักแสวงบุญเดินผ่านประตูสวรรค์เข้าไป  แม้จะไม่มีป้ายบอก  แต่ก็ถือว่าเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณชั้นที่ 1 แล้ว   ชั้นที่หนึ่งนี้นักแสวงบุญจะได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าหลากชนิดนานาพันธุ์ 

ชั้นที่ ๒  เป็นบันไดไม้ยาวทอดรับจากชั้นที่ 1 (ดูภาพประกอบ) เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปเรื่อย ๆจะเห็นสถานีวิทยุชุมชนของวัดอยู่ด้านขวามือ  ชั้นที่หนึ่งและสองมีทัศนียภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก 

ชั้นที่ ๓  เป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง (ดูภาพประกอบ) ทางซ้ายมือเป็นทางลัดผ่านชั้น 4 ไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลยซึ่งเป็นทางค่อนข้างชัน ผ่านซอกหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์  ส่วนทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 แล้ววกขึ้นชั้นที่ 5 เป็นทางอ้อม  (ขอแนะนำว่าควรขึ้นทางนี้  แล้วลงทางนั้น(ทางลัด))

ชั้นที่ ๔  เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด  ชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะๆ 

ชั้นที่ ๕  หรือชั้นกลาง เป็นชั้นที่สำคัญที่สุดแต่ไม่ได้สวยที่สุด (สวยที่สุดคือชั้น 6)  มีศาลากลางและกุฏิที่อาศัยของพระ และเป็นที่เก็บศพของพระอาจารย์จวนไว้ด้วย ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างอยู่ราว 20 แห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต ฯลฯ ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6

 

ชั้นที่ ๖  เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา  มีความยาว 400 เมตร  เป็นชั้นที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอกได้ดีที่สุดและสวยที่สุด  สิ่งศักดิ์สิทธิ์และน่าชมที่สุดของชั้นนี้คือ  ปากทางเข้าเมืองพญานาคซึ่งอยู่หลังพระปางนาคปรก  มีจุดให้สังเกตุคือมีรอยสีขาวขูดติดกับหินปูน ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นรอยถลอกที่เกิดจากท้องพญานาคสัมผัสกับหิน  และมีบ่อน้ำเล็ก ๆ ขังอยู่เกือบตลอดปี (ดูภาพประกอบ)    
          
ป.ล. การถ่ายภาพพุทธวิหารให้ได้ภาพงดงามที่สุด  ต้องถ่ายซูมจากชั้นที่ 6 เท่านั้น

ชั้นที่ ๗ จากชั้นที่หกขึ้นมาชั้นที่เจ็ด  จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา  เมื่อเดินขึ้นบันไดผ่านมาแล้วจะเจอทางแยก  2 ทางเพื่อขึ้นไปบนดาดฟ้าชั้น 7  ทางแรกเป็นทางชัน  ต้องเกาะเกี่ยวกิ่งและรากไม้โหนตัวขึ้นด้านบน  นักท่องเที่ยวจะได้ความสนุกผสมความมันส์ดุจขึ้นเขาคิชฌกูฏ(จันทบุรี)   อีกทางหนึ่งเป็นทางอ้อมต้องเดินเวียนไปทางขวามือ  แต่จะมาบรรจบกันด้านบน  ทางนี้เหมาะสำหรับคนแรงน้อย คนเฒ่า-คนแก่และเด็ก ๆ

สำหรับชั้นที่เจ็ดบนดาดฟ้านั้นมีเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เป็นชั้นมหัศจรรย์อีกชั้นหนึ่ง  เพราะนักท่องเที่ยวบางคนประทับใจมาก  ทั้ง ๆ ที่ไม่มีสิ่งก่อสร้างใด ๆ  มีเพียงป่ากับต้นไม้  ส่วนบางคนไม่ประทับใจเลย  บอกว่าไม่เห็นมีอะไร  ส่วนพวกนักท่องเที่ยวผู้มีตาทิพย์หรือมีญาณวิเศษก็บอกว่า ต้นไม้บนดาดฟ้าชั้นที่เจ็ดเป็นวิมานของพวกเทวดาเต็มไปหมด  ดังนั้น คนที่ไม่มีบุญหรือบุญไม่พอ  จะไม่มีโอกาสได้มาถึงชั้นเจ็ดอย่างแน่นอน  ถึงเดินมาก็มาไม่ถึง หรืออาจเดินหลงทางหรือหาทางขึ้นไม่เจอก็เคยมี
             ป.ล.เมื่อมีโอกาสแล้ว  ควรหาโอกาสขึ้นมาให้ถึงชั้น 7 

ข้อควรปฏิบัติก่อนขึ้นเขา

เนื่องจากวัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งทัศนาจร  หากแต่เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของชาวพุทธเป็นสำคัญ  ผู้เข้าเยี่ยมชม-กราบไหว้ควรปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด คือ
          ๑. ห้ามนำสุรา-อาหารไปรับประทานบนยอดเขาโดยเด็ดขาด 
          ๒. 
ห้ามส่งเสียงดังรบกวนพระ-เณรที่กำลังภาวนา
          ๓. ห้ามขีดเขียนสลักข้อความลงบนหิน
          ๔. ห้ามทำลามกอนาจารฉันท์ชู้สาวและควรแต่งกายให้สุภาพ
(อสุภาพสตรี (แปลว่า สตรีที่แต่งกายไม่สุภาพนุ่งน้อย-ห่มน้อย-เสื้อ-กระโปรง-กางเกงสั้น ห้ามขึ้นโดยเด็ดขาด)

สาเหตุที่ห้าม
          ๑. เนื่องจากที่แห่งนี้มีนาค(งู)อาศัยอยู่มาก  และงูเหล่านี้ถือศีลงดกินเนื้อสัตว์  หากได้กลิ่นอาหารจะทำให้ตบะแตกแล้วเลื้อยออกมาหาอาหาร  จะทำให้นักท่องเที่ยวพบสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์และจะเป็นอันตรายสำหรับภิกษุ-สามเณรที่อยู่ประจำ
          ๒. หากอนุญาตให้นำอาหารไปทานบนภูทอกได้  ไม่ช้าภูทอกก็จะเต็มไปด้วยขยะ  ระบบนิเวศน์และทัศนียภาพที่สวยงามจะเสียหาย
          ๓.  อสุภาพสตรีที่แต่งกายไม่สุภาพ  ทำให้บุรุษเพศหรือภิกษุ-สามเณรเห็นแล้วเกิดความกำหนัดคือเกิดกิเลส  แม้มนุษย์ด้วยกันจะไม่รู้  แต่เทพยดาที่นี้จะรู้  ดังนั้นจึงได้ห้ามเด็ดขาด

การเดินทาง วัดเจติยาคิรีวิหาร หรือภูทอก อยู่ห่างจากตัวจังหวัดหนองคาย 186 กิโลเมตร ตามเส้นทางหลวง จังหวัด หมายเลข 212 หนองคาย - บึงกาฬ - ศรีวิไล เป็นสถานที่จัดการเรียนการสอนพระปริญัติธรรม แผนกธรรม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2525 และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ที่มีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเดินทางไปท่องเที่ยว เป็นจำนวนมาก 

ที่ตั้ง วัดภูทอก หรือวัดเจติยาคิรีวิหาร ตั้งอยู่ที่บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย 43210

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.intaram.org

วัดถ้ำเสือ

วัดถ้ำเสือ

ความเป็นมา ในปี พ.ศ. 2518 หลวงพ่อจำเนียรมีความประสงค์จะหา   สถานที่ปฏิบัติธรรมใหม่ ก็เกิดนิมิตในมโนภาพว่าเป็นสถานที่มีภูเขาล้อมรอบ และถ้ำชื่อ “ถ้ำเสือ” ตลอดถึงถ้ำต่างๆ หลายถ้ำ และอยู่ในเขตจังหวัดกระบี่ด้วย ทันทีที่เกิดนิมิตเห็นก็เกิดความรู้สึกนึกรักสถานที่นั้นขึ้นมาจับใจ เหมือนรู้สึกคุ้นเคยกับสถานที่นี้มาก่อน หลวงพ่อได้ให้พระอาจารย์หีด ไปเสาะแสวงหาสถานที่จะตั้งสำนัก จนในที่สุดพระอาจารย์หีดได้พบสถานที่หลายๆแห่งรวมถึงถ้ำเสือด้วย หลวงพ่อได้มีโอกาสไปดูสถานที่ถ้ำตามที่พระอาจารย์หีดบอก ก็ตรงกับนิมิตที่หลวงพ่อเห็นจริงๆ หลวงพ่อจำเนียร ได้นำคณะพระภิกษุ สามเณร 53 แม่ชี 56ท่าน จากวัดสุคนธาวาส มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้อันมีนามว่าถ้ำเสือ หรือในอดีตวัดมี ชื่อว่า“สำนักสงฆ์หน้าชิง” ตามชื่อหมู่บ้าน เมื่อวันที่ 25  มีนาคม  พ.ศ. 2518  และได้เปลี่ยนเป็น “วัดถ้ำเสือ” เมื่อวันที่ 2  สิงหาคม  พ.ศ. 2533 มาบุกเบิกเปิดเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานจนถึงปัจจุบัน  ที่ได้ชื่อว่า วัดถ้ำเสือนั้น จากการสอบถามชาวบ้านได้ความว่า ในอดีตเคยมีเสือโคร่งจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณของถ้ำที่ตั้งอยู่หน้าเขาแก้ว ภายในถ้ำยังปรากฏหินธรรมชาติเป็นรูปแบบอุ้งเท้าเสืออีกด้วย

วัดถ้ำเสืออยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ บ้านถ้ำเสือ ตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ พื้นที่บริเวณวัดประมาณ 200 ไร่ ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบ หุบเขาและยอดเขา 

การเดินทาง จากตัวเมืองกระบี่ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกตลาดเก่า ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เส้นทางอำเภอเหนือคลอง เลี้ยวซ้ายที่สามแยกถ้ำเสือไปตามถนนราษฎรพัฒนา (ทางหลวงหมายเลข 4037) ไปประมาณ 2 กิโลเมตร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.watthumsua-krabi.com

พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ วัดม่วง

พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ วัดม่วง

พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ ก่อสร้างเป็นคานคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นชั้นๆ แบบโครงสร้างตึกสูง ๓๒ ชั้น ก่ออิฐถือปูนฉาบทาสีทอง ตลอดทั้งองค์

เดิมทีวัดม่วงเป็นวัดร้าง สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ณ. แขวงเมืองวิเศษชาญ ซึ่งเคยได้เป็นเมืองหน้าด่าน ที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงให้แก่พม่า พม่าได้เผาผลาญบ้านเมือง วัดวาอาราม และพระพุทธรูปไปเป็นจำนวนมาก สิ่งที่หลงเหลืออยู่ คือ ซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และพระพุทธรูป ที่อยู่บนเนินมีต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก

เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๕ ท่านพระคูวิบูลอาจารคุณ ( หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ) ได้มาปักกลดธุงดงค์เห็นว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดร้าง จึงน่าปฏิบัติธรรม แต่ขณะปฏิบัติธรรม ได้ปรากฏนิมิต เห็นองค์หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง มาบอกว่าให้ท่านได้ช่วยก่อสร้างวัดม่วงขึ้นมาใหม่ เพราะท่านพระครู เป็นผู้มีบารมี ที่สามารถจะก่อสร้างบูรณะวัดม่วง ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย ผู้ที่เคยอาศัยในสมัยก่อนได้มาเกิด และจะมาช่วยท่านแล้ว และในบริเวณวัดร้างนี้จะมีศิลาขาว และศิลาแดงอยู่ คือ องค์ของหลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง นั้นเอง ซึ่งต่อมาท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการปั้นองค์พระครอบศิลาขาว และศิลาแดงไว้ โดยเรียกนามว่า หลวงปู่ขาว และหลวงปู่แดง จนถึงปัจจุบันนี้

ในปีพ.ศ. ๒๕๒๖ ท่านพระครูวิบูลอาจารคุณ ได้มีการเริ่มบูรณะและได้สร้างเสนาสนะต่าง ๆ ขึ้น โดยได้รับการบริจาค ทั้งเงินทำบุญ และทำบุญด้วยแรงงาน ร่วมกันดำเนินงานในการก่อสร้าง

จนกระทั้งวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้มีการประกาศยกฐานะให้วัดม่วง ซึ่งเคยเป็นวัดร้างให้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์

เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้มีการแต่งตั้งท่านพระครูวิบูลอาจารคุณเป็นเจ้าอาวาสวัดม่วง ต.หัวตะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง

เมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ แห่งราชจักรี ได้ทรงพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่วัดม่วง เป็นต้นมา

ในปีพ.ศ. ๒๕๓๔ ท่านพระวิบูลอาจารคุณ ได้ร่วมพลังจิตอธิฐาน ร่วมกับประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทั่วประเทศ ได้สมทบทุนสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อน้อมถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และราชวงศ์จักรี มีพระนามว่า พระพุทธมหานมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ มีหน้าตักกว้าง ๖๒ ม. สูง ๙๓ ม. มูลค่าในการก่อสร้าง ๑๐๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ( หนึ่งร้อยหกล้านบาท )

เมื่อวันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ( วันแรม ๑ ค่ำา เดือน ๔ ) ปีมะเมีย เวลา ๙.๐๐ น. ได้วางศิลาฤกษ์ โดยสมเด็จพระโฆษาจารย์ วัดสุวรรณดาราม กทม. เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระครูวิบูลอาจารคุณ (หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ) เป็นประธานฝ่ายดำเนินการก่อสร้าง และหาทุน และให้กฤษ์การก่อสร้างได้ดำเนินมา จนสำเร็จใน ๒๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ( วันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ) รวมเป็นเวลาในการก่อสร้างทั้งสิ้น ๑๖ ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๕๐

วัดม่วง
บ้านหัวตะพาน หมู่ที่ 6 ตำบลหัวตะพาน อำเภอวิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง 

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.watmuang.com/aboutus3.php

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์

วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์  หรือชื่อเดิมเรียกว่า“วัดพระพุทธบาทปู่ผาแดง” ซึ่งตั้งอยู่ที่ อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง สิ่งที่โดดเด่นของวัดนี้จนทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ ภาพอันงดงามของเจดีย์เล็กๆสีขาวสร้างขึ้นบนภูเขาสูงเสียดฟ้าล้อมรอบไปด้วยทิวเขาสูง ซึ่งสร้างจากแรงศรัทธาของมนุษย์เป็น ภาพที่ดึงดูดให้ใครหลายคนอยากเดินทางไป วัดเฉลิมพระเกียรติฯ ตั้งอยู่บนภูเขาใหญ่ใน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง อยู่ในพื้นที่ของเขต ห้ามล่าสัตว์ป่าดอยพระบาท บนยอดเขาแห่งนี้มีรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ เป็นที่เคารพบูชาของชาว อ.แจ้ห่ม มาอย่างยาวนาน แต่เมื่อก่อนนี้ยังไม่มีการทำถนนขึ้นสู่ดอยดังนั้นพุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธาจึงต้องเดิน เท้าผ่านป่าทึบและหน้าผาสูงขึ้นไปสักการบูชา รอยพระพุทธบาทแห่งนี้  ต่อมา หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล (พระเทพวิสุทธิญาณ) เจ้าอาวาสวัดอนาลโยทิพยาราม จังหวัดพะเยาได้เดินทาง มาสักการะรอยพระพุทธบาทโดยการเดินเท้า พลังศรัทธาของท่านเป็นที่มาของ การสร้างวัดขึ้น ประกอบกับในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) พระราชสมภพครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2547 ทางคณะสงฆ์จึงมีมติให้สร้างวัดเฉลิมพระเกียรติ แด่พระองค์ท่านเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อ ปวงชนชาวไทย จึงได้สร้าง “วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้า ราชานุสรณ์”  ที่ตำบลวิเชตนคร อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปางขึ้น

 

ทางเข้าวัดเฉลิมพระเกียรติฯ   จากตัวเมืองลำปางใช้ทางหลวงหมายเลข 1035 ไปแจ้ห่ม จากตัวเมืองแจ้ห่มเลยไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษๆ จะมีทางแยกซ้ายมืออยู่ตรงทางโค้งพอดี ซุ้มประตูเขียนว่าเข้าหมู่บ้านใหม่เหล่ายาว ให้เลี้ยวเข้าไปประมาณ 200 เมตร จะมีแยกซ้ายมือเขียนว่าไปวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นทางคอนกรีตอย่างดีไปจนถึงวัด ระหว่างทางจะเห็นแนวเขาสูงตระหง่าน โดยมองเห็นพระเจดีย์สีขาวหลายองค์บนยอดเขาซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูง ภาพที่เห็นเป็นภาพเดียวกันกับที่มองเห็นได้ไกลหลายกิโลเมตร แสงประกายแวววาวของเจดีย์เป็นสิ่งที่เรียกให้ผมมาที่วัดนี้ ก่อนที่จะเลี้ยวมาทางนี้ผมเจอร้านขายเนื้อตุ๋น ลองเข้าไปสอบถามรายละเอียดการเดินทาง เพราะดูเหมือนว่าเขาที่เป็นผาหินแบบนี้น่าจะขึ้นได้ลำบาก แม่ค้าก็บอกว่าถนนสายที่จะขึ้นไปบนวัดชั้นที่ 2 เป็นทางชันมาก จำเป็นต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เท่านั้นซึ่งจะหาได้ในวัดชั้นที่ 1 หลังจากขับเข้ามาตามคำบอกเล่าก่อนถึงวัดประมาณ 500 เมตรจะมีทางแยก มีป้ายบอกทางซ้ายไปวัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ส่วนทางขวาไปพระไพรีพินาศองค์ใหญ่ และอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.๔ แล้วก็มีวงเล็บว่าเฉพาะรถโฟร์วิลเท่านั้น เป็นป้ายที่ตอกย้ำว่าผมไม่ควรเสี่ยงขับขึ้นไปเองเด็ดขาดก็เลยไปทางแยกซ้ายมือ

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9570000129519

วัดพระธาตุผาแก้ว

วัดพระธาตุผาแก้ว

หรือชื่อเดิมว่า วัดผาซ่อนแก้ว  ตั้งอยู่บนยอดเนินเขาลูกหนึ่งบนเชิงหน้าผาของภูเขาที่มีชื่อว่า “ผาซ่อนแก้ว” ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เงียบสงบและโดดเด่นมากที่สุดบนถนนสาย 12 พิษณุโลก-หล่มสัก ความโดดเด่นสวยงามนี้ยังถูกเสริมเติมแต่งให้วิจิตรงดงามมากขึ้นด้วยองค์พระเจดีย์สูงสง่า ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายในวัด และองค์เจดีย์จะเห็นรูปร่างไม่เหมือนกับวัดเจดีย์ที่อื่น วิจิตรงดงามด้วยการออกแบบและการเอาใจใส่ในรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว รูปร่างขององค์เจดีย์สร้างเลียนแบบดอกบัวที่ซ้อนกันไปมา 7 ชั้น เพื่อถวายแด่องค์พระพุทธเจ้า สีสันขององค์เจดีย์ก็สดใสมากเกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์ มุก ลูกปัด แก้ว แหวน เงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม หากได้เดินเข้าไปชมใกล้ๆก็จะพบสีสัน และลวดลายที่มีรายละเอียดน่าอัศจรรย์ใจ

จากวัสดุที่นำมาประกอบกันจนเป็นเจดีย์องค์ใหญ่เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากลวดลายในองค์พระเจดีย์ อาจเป็นหลักธรรม คำสอน อนิจจัง ความเป็นไปของโลกหรืออะไรก็แล้วแต่ที่แอบแฝงอยู่ในงานศิลปกรรม ประติมากรรม ที่อยู่เบื้องหน้าสุดแท้แต่ว่าจะตีความกันอย่างไรเอกสิทธิ์มุมมองของแต่ละบุคคลเป็นอย่างไร ถัดจากองค์พระเจดีย์ก็สามารถเดินชมบริเวณรอบๆทางด้านหลังเขาเงียบสงบ สวยงาม เป็นที่ตั้งของศาลาปฏิบัติธรรม และวัดรูปทรงสี่เหลี่ยมจตุรัสโปร่งมีชานระเบียงยื่นลงมาด้านหลังท่ามกลางทุ่งหญ้าและเนินเขามองเห็นทัศนียภาพสวยงามกว้างไกล

 

ส่วนสุดท้ายที่อยากแนะนำให้ชม คือวิวรอบๆ วัดพระธาตุผาแก้ว ซึ่งหากได้มายืนชมเจดีย์มาชมวัดก็จะเห็นกับตาตัวเองอยู่แล้วว่า วิว 360 องศา รอบๆองค์พระเจดีย์และรอบๆวัดสวยงามเพียงใด ด้านหน้าเป็นวิวของหมู่บ้านทางแดงซึ่งมีบ้านชาวบ้านปลูกสร้างไล่เรียงไปตามเส้นทางของหุบเขาเป็นทางยาวไปจนถึงถนนใหญ่ เมื่อเงยหน้าขึ้นสูงหน่อยก็พบกับเนินเขาลูกเล็ก ลูกน้อย สลับกันไปมา เงยหน้าสูงขึ้นไปอีกก็พบกับผาซ่อนแก้วผาใหญ่ที่สงบเงียบมั่นคงสวยงามสุดๆในฤดูฝนเพราะเมฆหมอกจะมารวมตัวกันอยู่บริเวณนี้เกือบทั้งวัน ฤดูที่เหมาะที่สุดสำหรับการชมและทำบุญที่วัดพระธาตุผาแก้ว คือฤดูฝนโดยเฉพาะในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เนื่องจากเป็นฤดูที่มีหมอกสวยงามมากที่สุดในบริเวณผาซ่อนแก้วและทำให้บริเวณวัดเต็มไปด้วยหมอกสีขาว บางวันมีทะเลหมอกสวยงาม ราวกับอยู่บนสวรรค์ ส่วนในฤดูหนาวจะเป็นฤดูที่อากาศเย็นสบายปลอดโปร่งแต่จะมีหมอกน้อยกว่าในฤดูฝน

การเดินทาง

รถส่วนตัว : จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ผ่านจังหวัดปทุมธานี จังหวัดอยุธยา จังหวัดสระบุรี แล้วเลี้ยวขวาที่หลักกิโลเมตรที่ 125 แยกบ้านพุแค ใช้ทางหลวงหมายเลข 21 เดินทางไปยัง จังหวัดเพชรบูรณ์ มุ่งตรงสู่อำเภอเขาค้อ จากนั้นเลี้ยวขวาที่แยกแคมป์สน มุ่งไปทางอำเภอหล่มสัก ระยะเวลาประมาณ 2-3 กิโลเมตร จะพบป้ายบอกทางเข้าหมู่บ้านทางแดงอยู่ซ้ายมือ ขับรถลงเนินไปเรื่อย ๆ ราว 3 กิโลเมตร จะเจอวัดพระธาตุผาแก้วอยู่บนเนินเขา

รถสาธารณะ : นั่งรถโดยสารไปลงที่ตัวเมืองเพชรบูรณ์ ต่อรถไปยัง ตลาดห้วยไผ่ เดินเข้าหมู่บ้านทางแดงประมาณ 10 นาที จะเห็นสะพานเข้าวัดอยู่ทางขวามือ

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.phasornkaew.org

วัดป่าภูก้อน

วัดป่าภูก้อน

 

เป็นวัดที่สักการะพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาวที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันนี้ วัดป่าภูก้อนดำรงคงอยู่ด้วยความสมดุลของป่าไม้ที่ทวีความอุดมสมบูรณ์ องค์พระมหาเจดีย์แห่งนี้ เป็น 1 ใน “โครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542” และได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ และพระรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาประดิษฐานภายในองค์พระมหาเจดีย์ด้วย
 
ด้วยความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์ของอาณาเขตพุทธอุทยาน และป่าสงวนแห่งชาติบนเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ที่กรมป่าไม้ได้ให้วัดป่าภูก้อนช่วยดูแลงานด้านป่าไม้ (เพิ่มขึ้นจากพื้นที่พุทธอุทยานเดิมอีก 2,000 ไร่) เพื่อรักษาป้องกันไฟป่าและการบุกรุกทำลายป่าล่าสัตว์ วัดป่าภูก้อนจึงเป็นที่สงบสัปปายะ วิเวกควรแก่การบำเพ็ญภาวนารักษากายวาจาและจิตใจในกรรมฐานเป็นที่สุด ดังมีผู้ได้พบเห็นหลักฐานความอัศจรรย์ของธรรมชาติแห่งนี้อยู่เสมอ คณะศรัทธา จึงร่วมกันดำริสร้างพระมหาเจดีย์ นามว่า “พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์” โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญคือ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐานในสถานที่อันสมควรเพื่อสักการะบูชา และแสดงกตัญญูกตเวทิตาแด่คุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบุรพอาจารย์กรรมฐานในแถบอีสาน ทั้งยังเป็นมงคลสถานที่พุทธศาสนิกชน จะได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของป่าไม้อันให้ประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นที่ปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอีสาน ซึ่งควรร่วมกันส่งเสริมรักษาอย่างจริงจังตลอดไป

การเดินทางไปวัดป่าภูก้อน  ระยะทางจากตัวเมืองอุดรธานี ถึงวัดป่าภูก้อน 125 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 45 นาที
 
ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://www.watpaphukon.org

วัดเกริ่นกฐิน วัดสวยจากศรัธาประชาชน

วัดเกริ่นกฐิน วัดสวยจากศรัธาประชาชน 

วัดสวยแปลกตาแห่งนี้ คือ "วัดเกริ่นกฐิน” จังหวัดลพบุรี วัดแห่งนี้จัดเป็นวัดเก่าคู่บ้านคู่เมืองลพบุรีมาช้านาน แต่เดิมชื่อเสียงของที่นี่เป็นวัดที่จำพรรษาของเกจิอาจารย์ชื่อดัง “หลวงพ่อเพี้ยน” ต่อมาผู้คนที่นับถือองค์หลวงพ่อก็ได้เข้ามาช่วยกันทำบุญและบูรณะวัดให้มีความสวยงาม จนชื่อเสียงเรื่องความงามเริ่มเป็นที่ประจักษ์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิหารหลวงพ่อปาน วิหารแก้วที่มีความวิจิตรสวยงามภายในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหลวงพ่อปาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด, เจดีย์สำหรับประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระสังฆราชประทานให้ไว้ ตัววิหารออกแบบสวยงามมีการประดับตกแต่งทั้งภายในและภายนอก พร้อมทั้งมีการยกฉัตรทองคำอีกด้วย

ที่ตั้ง : บ้านเกริ่นกฐิน ตำบลบ้านชี อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี
การเดินทาง : เส้นทาง ถนน สายบางงา บ้านหมี่ (ทางหลวงหมายเลข 3028) กม ที่ 8(ข้าง ร.ร.บ้านชีวิทยา) มีทางแยกเข้า ระยะทางประมาณ 5 กม. กมที่ 11(ตรงข้าม อบต.บ้านชี) มีทางเข้าระยะทาง 3 กม. เส้นทางเลียบคลองส่งน้ำ ชัยนาท- ป่าสัก แยกริมคลองส่งน้ำ ขวา 16 (R16) (ใกล้หมู่บ้านหนองทรายขาว) ตรงไป 7 กม ก็จะเห็นวัดเกริ่นกฐิน

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดแบบโบสถ์คริสถ์หนึ่งเดียวในไทย

วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร วัดแบบโบสถ์คริสถ์หนึ่งเดียวในไทย

เคยเห็นวัดสร้างสไตล์โบสถ์คริสต์กันมั้ย  ถ้ายังไม่เคยเห็นเราจะพาไปชมกันได้ที่ “วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร” จ.อยุธยา วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเลียนแบบโบสถ์ฝรั่งเป็นศิลปะแบบโกธิค (Gothic) ภายในประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” เป็นพระประธานออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน ซึ่งมีพุทธลักษณะคล้ายสามัญชน นอกจากนี้ บริเวณฐานชุกชีก็มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนแบบโบสถ์ และฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ ๕ ที่ประดับด้วยกระจกสี มองดูมีความสวยงามแปลกตามาก

ที่ตั้ง : เกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งตรงข้ามกับพระราชวังบางปะอิน ตำบลบ้านเลน  อำเภอบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา
การเดินทาง : ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้คนละฝั่งกับพระราชวังบางปะอิน มาจากกรุงเทพฯ ตามถนนพหลโยธิน จะมีทางแยกซ้ายบริเวณกิโลเมตรที่ 35 ไปพระราชวังบางปะอินเป็นระยะทางอีก 7 กิโลเมตร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ พุทธคยาจำลอง

วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ พุทธคยาจำลอง

วัดสวยแปลกตาอีกวัดอยู่ที่จังหวัดนครสวรรค์ คือ วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์ ซึ่งเป็นวัดในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ความสวยงามแปลกตาของวัดแห่งนี้ คือการสร้างวัดเป็นรูปเรือหลวงบนยอดเขา ซึ่งสื่อความหมายถึง พาหนะที่จะช่วยให้พ้นห้วงกิเลสภายในวัดประดิษฐานเจดีย์ศรีพุทธคยา ซึ่งจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาจากประเทศอินเดีย ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมทรงกรวย ส่วนยอดเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น ซึ่งมีความสวยงามดูแปลกตา บริเวณรอบๆ เจดีย์จะมีพระพุทธรูปปางประทับยืน และประทับนั่งอยู่ทั่วไป บริเวณชั้นบนสุดยังเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุอีกด้วย นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งก่อสร้างที่มีความหมายเป็นมงคลอีกหลายอย่าง อาทิ มณฑปเรือนแก้ว สถาปัตยกรรมประยุกต์ไทยอินเดีย มุงและกั้นด้วยกระจกสีชาทั้งหมด เป็นที่ประดิษฐานพระประวัติศาสตร์ ห้องพระไตรปิฎก ชั้นบนสุดประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ฯลฯ

ที่ตั้ง : บ้านเขาโคกเผ่น ตำบลทำนบ อำเภอท่าตะโก นครสวรรค์
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ เดินทางมุ่งหน้า อ.ตาคลี นครสวรรค์ ถึงกองบินสี่ เจอแยกไปหัวหวาย (ทางหลวงแผ่นดิน 3329) เลี้ยวซ้าย ขับรถไปเรื่อย ๆ จะเจอสี่แยกตัดกันกับเส้นตากฟ้า-ท่าตะโก ให้ตรงเข้าไป ขับรถผ่านหมู่บ้านทาง รพช. มีป้ายบอกตลอดทางจะเห็นภูเขาอยู่ด้านหน้าประมาณห้า กม.จากแยกก็จะถึงวัด

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดท่าซุง ชมความงามวิหารแก้วอันเลื่องชื่อ

วัดท่าซุง ชมความงามวิหารแก้วอันเลื่องชื่อ 

วัดท่าซุง วัดขึ้นชื่อเรื่องความงามของจังหวัดอุทัยธานี แม้วัดแห่งนี้จะเป็นวัดเก่า แต่ก็ได้มีการบูรณะเรื่อยมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มีการสร้างอาคารต่างๆ เพิ่มขึ้นจากในอดีตมากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ ภายในประดับ และ ตกแต่งอย่างวิจิตร บานหน้าต่าง และประตูด้านในเขียนภาพเทวดาโดยจิตรกรฝีมือดี บริเวณโดยรอบสร้างกำแพงแก้ว มีรูปหล่อหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อใหญ่ขนาด 3 เท่า อยู่มุมกำแพงด้านหน้า มณฑป และพระวิหารแก้วที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราชจำลอง และศพของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อย ไฮไลท์ความงามของที่นี่ต้องยกให้วิหารแก้ว ซึ่งสร้างด้วยโมเสกสีขาวใส มองดูเหมือนแก้ววาววับอยุ่ภายในสวยแปลกตา นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปพระพุทธชินราชจำลอง ซึ่งมีความงดงามเป็นพระประทานในวิหารอีกด้วย

ที่ตั้ง : เลขที่ 60 หมู่ 1 บ้านท่าซุง ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี
การเดินทาง : จากกรุงเทพเข้าสู่ป้ายต้อนรับจังหวัดอุทัยธานี วิ่งตรงตามถนนเข้าเมืองมาจนสุดทาง ก็จะเจอสามแยกมีป้ายแหล่ง ท่องเที่ยวที่ชี้บอกทางไปวัดท่าซุงเอาไว้ให้็เลี้ยวซ้ายเข้ามาตามทางหลวงสาย 3265 ถึงแยกไฟแดง ถัดมาก็เลี้ยว ขวาตามป้ายอำเภอ มโนรมย์ขับตามป้ายบอกทางไปวัดท่าซุงซึ่งจะมีบอกอยู่เป็นระยะ

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดป่าสว่างบุญ เจดีย์ทองคำ 500 ยอด

วัดป่าสว่างบุญ เจดีย์ทองคำ 500 ยอด

ชมความงามของ "มหาเจดีย์ราย 500 ยอด" ที่ วัดป่าสว่างบุญ จ.สระบุรี ที่วัดนี้นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องของความสงบ ทำให้มีผู้คนมาปฏิบัติธรรมกันเป็นจำนวนมากแล้ว ความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมที่สวยงามก็เป็นอีกหนึ่งที่ทำให้ชื่อเสียงขจรขจายไปไกลอีกด้วย โดยความเด่นเรื่องความงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่ พระมหาเจดีย์ 500 ยอด มีชื่อเต็มว่า “พระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ” ซึ่งประกอบไปด้วย “เจดีย์ประธานองค์ใหญ่” อยู่ตรงกลาง และมีองค์เจดีย์รายองค์เล็กตั้งลดหลั่นกันลงมาอยู่รอบๆทิศ ตัวองค์เจดีย์เป็นปูนปั้นเคลือบสีทองทั้งหมดทุกองค์ ด้านในประดับกระจกทับทิม และได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศเนปาล, อินเดีย และศรีลังกา มาบรรจุในพระมหาเจดีย์ครบทั้ง 500 ยอด รวมทั้งได้นำพระบรมสารีริกธาตุ และวัตถุมงคลของมีค่ามาบรรจุอยู่ในพระเจดีย์องค์ประธานอีกด้วย

ที่ตั้ง : หมู่ 7 บ้านคลองไผ่ ต.ชะอม อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
การเดินทาง : ใช้เส้นทาง สระบุรี-นครนายก จาก อ.แก่งคอย ไปประมาณ 15 กิโลเมตร พอถึงตำบลชะอม เลี้ยวซ้ายไปเส้นทางเที่ยวน้ำตกโกรกอีดก ตรง เข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร วัดตั้งอยู่ทางขวามือ มีป้ายบอกชัดเจน

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดถ้ำเสือ ชมความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุด

วัดถ้ำเสือ ชมความยิ่งใหญ่ของพระพุทธรูปปางประทานพรที่ใหญ่ที่สุด

วัดสวยงามแห่งนี้อยู่ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี  "วัดถ้ำเสือ” ความสวยงามสะดุดตาของวัดนี้ เริ่มกันตั้งแต่ องค์พระพุทธรูปปางประทานพรขนาดใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี ที่ไม่ได้มีดีแค่ขนาดเท่านั้น ความสวยงามขององค์พระที่ประดับตกแต่งด้วยโมเสคสีทองทั้งองค์ ก็เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมความงามไม่ขาดสาย และเมื่อเดินเข้าไปภายในวัดจะพบกับความวิจิตรของศิลปะแบบไทยๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น อุโบสถวัด ทรงจตุรมุข มีซุ้มเสมารอบ 8 ทิศ, ลวดลายปูนปั้นพระพุทธประวัติสวยงามทุกด้านของผนังภายในอุโบสถพระเจดีย์เกศแก้วมหาปราสาท เจดีย์ทรงสวย รูปร่างแปลกตา ภายในมีทั้งสิ้น 9 ชั้น ด้านบนเป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุ นอกจากนี้หากมองลงมาจากบริเวณด้านบนในช่วงหน้าทำนา จะมองเห็นทุ่งนาข้าวสวยงามสุดลูกหูลูกตาอีกด้วย

ที่ตั้ง : ต.ม่วงชุม อำเภอท่าม่วง กาญจนบุรี
การเดินทาง : วัดถ้ำเสืออยู่ห่างจากเขื่อนแม่กลองประมาณ 5 กิโลเมตร ทางเข้าวัดต้องผ่านตัวเขื่อนแม่กลองแล้วจะมีป้ายบอกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 200 เมตร

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดสวยเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดสวยเหมือนอยู่ในแดนสวรรค์

พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จ.ร้อยเอ็ด ความสวยแปลกตาของพระมหาเจดีย์แห่งนี้ คือ การผสมผสานระหว่างองค์พระปฐมเจดีย์ ศิลปะของภาคกลาง และพระธาตุพนม ศิลปะของภาคอีสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว จากภายนอกตัวอาคารเป็นพื้นสีขาวตกแต่งลวดลายด้วยสีทองเหลืองอร่าม ดูวิจิตรตระการตา บริเวณโดยรอบรายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ ภายในองค์พระมหาเจดีย์ ตกแต่งอย่างสวยงามเหมือนอยู่บนวิมานแดนสวรรค์ มีรูปปั้นเทพ และเทพธิดา ไปจนสวนสวยอยู่โดยรอบ ใช้งบประมาณในการสร้างรวมแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท

ที่ตั้ง : ตำบลผาน้ำย้อย อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด
การเดินทาง : จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ใช้เส้นทาง ร้อยเอ็ด – โพนทอง – หนองพอก ระยะทาง 62 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงอำเภอหนองพอกต่อไปยังบ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย และขึ้นเขาเขียวไปอีก 5 กม. ก็จะถึงวัดเจดีย์ชัยมงคลสถานที่ตั้งของ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดสันป่ายางหลวง วัดสวยล้านนากลางป่าคอนกรีต

วัดสันป่ายางหลวง วัดสวยล้านนากลางป่าคอนกรีต

ถัดมาเราไปดูวัดสวยสไตล์ล้านนาท่ามกลางป่าคอนกรีต ของจังหวัดลำพูนกันบ้าง โดยไปกันที่วัด “สันป่ายางหลวง” วัดนี้มีประวัติความเป็นมายาวนาน โดยเชื่อกันว่าเป็นวัดแห่งแรกของอาณาจักรล้านนา ด้วยสาเหตุนี้ ทำให้ภายในวัด มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ศิลปะทางล้านนามากมาย ไม่ว่าจะเป็น “วิหารพระโขงเขียว” ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระหยกเขียวซึ่งนำมาจากแม่น้ำโขง หรือจะเป็น “พระวิหารพุทธอัญญรัตนมหานทีศรีหริภุญชัย” มณฑปทรงล้านนา ที่ใช้ประดิษฐานพระพุทธเมตไตรจำลองจากพุทธคยา ฯลฯ การตกแต่งนอกจากจะใช้ศิลปะสไตล์ล้านนาแล้ว ยังมีการสอดแทรกคติความเชื่อทางศาสนาลงไปในการก่อสร้างอีกด้วย

นอกจากการก่อสร้างที่มีความสวยงามแปลกตาในสไตล์ล้านนาแล้ว ความงามของพระพุทธรูปหินหยกขาวปางปรินิพพาน, มณฑปพระเขี้ยวแก้วซึ้งเป็นพระเขี้ยวแก้วของพระมหาสารีบุตร, พระเขียวโขง, พระพุทธรูปแก้วขาวของเก่าเมืองลำพูน รวมทั้งพระเครื่องสกุลหริภุญชัยซึ่งอยู่ภายในวัดแห่งนี้ ก็เป็นตัวดึงดูดให้นักท่องเที่ยวพากันมาสักการะ และเยี่ยมชมไม่อย่างขาดสาย
ที่ตั้ง :  หมู่บ้านสันป่ายางหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
การเดินทาง :  จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ผ่านดอนเมือง รังสิต แยกซ้ายตรงกิโลเมตรที่ 32  แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 11 เข้าจังหวัดลำพูน รวมระยะทาง 670 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดถ้ำเขาวง วัดไม้เก่าแก่ท่ามกลางภูเขาหินปูน

วัดถ้ำเขาวง วัดไม้เก่าแก่ท่ามกลางภูเขาหินปูน 

วัดสวย แปลกตา อีกวัดที่เราอยากให้คุณหาโอกาสไปเยี่ยมชมให้ได้ คือ “วัดถ้ำเขาวง” หากมองจากภาพถ่ายเชื่อว่าหลายคนคงคิดว่า เป็นรีสอร์ทสวยๆ ที่ไหนสักแห่ง แต่ความจริงแล้วที่นี่คือ “วัด” โดยวัดแห่งนี้เป็นอาคาร 4 ชั้น ออกแบบลักษณะเรือนไทย ยกใต้ถุน แบ่งสัดส่วนการใช้งานเป็น 4 ส่วน คือ ใต้ถุนเป็นลานเอนกประสงค์และร้านขายของ , ชั้นที่ 2 เป็นวิหาร , ชั้นที่ 3 เป็นกุฏิ และ ชั้นที่ 4 จะเป็นโบสถ์สร้างด้วยไม้สัก และไม้มะค่า มีความงดงามมาก บริเวณโดยรอบก็มีการจัดภูมิทัศน์ให้สวยงาม ร่มรื่น มีฉากหลังเป็นเขาหินปูนสูงตระหง่าน บริเวณด้านหน้ามีสวนไม้ดัด และบ่อน้ำซึ่งมีปลาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ห่างจากตัววัดไปทางด้านหลังจะมีถ้ำอยู่ประมาณ 7-8 ถ้ำ บางถ้ำเป็นที่นั่งวิปัสสนาสำหรับพระภิกษุ บางถ้ำเป็นถ้ำค้างคาว และบางถ้ำก็มีหินงอกหินย้อยให้ชมกัน ระหว่างทางเดินที่จะขึ้นไปชมถ้ำ จะผ่านน้ำตกเทียมที่ดูเข้ากับบรรยากาศ เมื่อมาเยือนวัดแห่งนี้ จะรู้สึกปลอดโปร่ง ทั้งจากใจที่สงบจากการทำบุญ และจากกายที่ได้สัมผัสธรรมชาติ

ที่ตั้ง : เชิงเขาวง ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี
การเดินทาง : จากตัวเมืองอุทัยธานี มุ่งหน้าสู่ตำบลบ้านไร่ ห่างจากอำเภอไปราว 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 3011 ผ่านทางโค้งศาลเจ้าพ่อเขารักแล้วมาตัดกับสามแยกให้เลี้ยวขวาไปประมาณ 6 กิโลเมตร จะมีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าสู่เขาวง ประมาณ 8 กิโลเมตรถึงทางแยกเข้าไปอีก 300 เมตร ทางค่อนข้างจะลาดชันขึ้นทีละน้อย เส้นทางอ้อมโค้งเป็นหน้าผาต้องไต่ไปตามซอกเขา

 ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

วัดพระศรีอารย์ อุโบสถทองคำร้อยล้าน

ชมความงามวัด Unseen กันที่ ราชบุรี กับ อุโบสถทองคำร้อยล้าน วัดพระศรีอารย์  ความสวยงามของวัดแห่งนี้ อยู่ที่ตัวโบสถ์ ซึ่งเป็นพระอุโบสถตกแต่งด้วยงานปูนปั้นสีทองทั้งหลัง เหลืองอร่ามมองเห็นได้แต่ไกล  สวยงามด้วยศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ประดับด้วยลวดลายปูนปั้นจิตรกรรมเรื่องพระมหาชนก ทศชาติพระเจ้าห้าพระองค์  ตัวอุโบสถทองคำหลังนี้ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 37 ปี  ด้วยแรงศรัทธาจากชาวบ้านล้วนๆ โดยมีมูลค่าในการจัดสร้างรวมกว่า  “ร้อยล้านบาท” ประกอบกับตัวโบสถ์สีทองทำให้ใครๆ พากันเรียกขานโบสถ์แห่งนี้ว่า  “อุโบสถทองคำร้อยล้าน”

ภายในโบสถ์เป็นที่ประดิษฐานของพระประธานปางมารวิชัย ศิลปะพม่า สร้างด้วยหยกขาวทั้งองค์ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่า นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปคู่วัด คือ พระศรีอารย์ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่พิมพ์พระศรีอารย์ซึ่งมีลักษณะเด่น คือ มีตาลปัตรอยู่ด้านหน้าองค์พระพุทธรูป จีวรจับกลีบคล้ายพระพุทธลักษณะสมัยคันธาระ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพกราบไหว้ นอกจากนี้ที่ประตูโบสถ์ก็ทำมาจากไม้ยมหอมทั้งต้น แกะสลักลวดลายพุทธประวัติ ซึ่งมีความยิ่งใหญ่ และสวยงามมาก
ที่ตั้ง : หมู่ 6 บ้านเลือก ตำบล บ้านเลือก อำเภอ โพธาราม จังหวัด ราชบุรี 70120
การเดินทาง : ใช้ถนนเพชรเกษมประมาณ กม. ที่ 74 บริเวณบ้านเลือกมีทางแยกขวามือ (ถ้ามาจากราชบุรีทางแยกอยู่ซ้ายมือ เลยแยกบางแพไปประมาณ 500 เมตร)

ดูข้อมูลเพิ่มเติม : http://travel.mthai.com/blog/97448.html

บทสวดมนต์บูชาพระธาตุแบบต่างๆ

พระคาถาบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุ
          อะหังวันทามิธาตุโย 
          ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุทั้งหลายที่สถิตอยู่ในจักรวาลทั้งหลาย ทั้งพรหมโลกและดาวดึงส์
          อะหังวันทามิสัพพะโส ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวกทั้งหลายทั้งปวงด้วยเทอญ
          พุทธัง ธัมมัง สังฆัง เอ วังธาตุโย จัตตารี สะ สะ มาทันตา เกสา โลมา นะขา ขีจะ อะหังวันทามิธาตุโย

พระคาถาบูชาพระธาตุ
          อะหังวันทามิธาตุโย
          ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระบรมสารีริกธาตุทั้งหลายที่ ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น
          อะหังวันทามิสัพพะโส
          ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ด้วยประการทั้งปวง

คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 ครั้ง)
          อะหัง วันทามิ อิธะ ปะติฏฐิตา พุทธะธาตุโย
          ตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม.
          ข้าพเจ้าขอนมัสการกราบไหว้ พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้ ด้วยอานุภาพแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าประสบแต่ความสุขสวัสดี ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

บทบูชาพระธาตุ
          บทสวดเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และ/หรือ พระธาตุนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายบท มีทั้งบทบาลี บทภาษาไทย หรือ ทั้งบาลีและแปลควบคู่กันไป แต่ละที่ก็แตกต่างกัน เท่าที่พอจะรวบรวมและพิมพ์ได้มีดังนี้

คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 ครั้ง)
          อิติปิ โส ภะคะวา, นะมามิหัง ตัง ภะคะวันตัง, ปะระมะสารีริกธาตุยา สัทธิง, อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, วิชชาจะระณะสัมปันโน, สุคะโต, โลกะวิทู, อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, สุตถา เทวะ มะนุสสานัง, พุทโธ, ภะคะวาติ.

 
บทสวดบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          อุกาสะ วันทามิ ภันเต เจติยัง สัพพัง สัพพัตถะฐาเน สุปะติฏฐิตัง
          ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพเจ้าขอถือโอกาส ข้าพเจ้าขอไหว้ซึ่งพระเจดีย์ทั้งหมดอันตั้งไว้ดีแล้วในที่ทั้งปวง
          พุทธะสารีรังคะธาตุง มะหาโพธิง พุทธะรูปัง คันธะกุฏิง จะตุราสีติสะหัสเส ธัมมักขันเธ
          คือซึ่งพระสารีรังคะธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งพระพุทธรูป ซึ่งพระคันธุกุฏิของพระพุทธเจ้า และซึ่งพระธรรมขันธ์ทั้งหลาย มีแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์
          สัพเพตัง ปาทะเจติยัง สักการัตถัง
          เพื่อสักการะซึ่งพระเจดีย์ คือรอยพระบาทเหล่านั้นทั้งหมดทั้งสิ้น
          อะหังวันทามิธาตุโย
          ข้าพเจ้าขอไหว้พระธาตุทั้งหลาย
          อะหังวันทามิสัพพะโส
          ข้าพเจ้าขอไหว้โดยประการทั้งปวง
          อิจเจตัง ระตะนัตตะยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา
          ข้าพเจ้าขอไหว้ซึ่งพระรัตนตรัยเหล่านั้นในกาลทุกเมื่อ ด้วยอาการดังนี้แลฯ

วันทาหลวง(ย่อ)
          วันทามิ เจติยัง สัพพัง สัพพัฏฐาเนสุ ปะติฏฐิตา สะรีระธา-ตุ มหาโพธิง
          พุทธะรูปัง สะกะลัง สะทา นาคะโลเก เทวะโลเกพรัหมะโลเก ชัมพูทีเปลังกาทีเป
          สะรีระธา-ตุ โย เกสา ธา-ตุ โย อะระหันตะ ธา-ตุ โย เจติยัง คันธะกุฏิง
          จะตุราสี ติสสะหัสเส ธัมมักขันเธ สัพเพสัง ปาทะเจติยัง อะหัง วันทามิ สัพพะโสฯ
 
คำบูชาพระธาตุแบบไม่จำเพาะเจาะจง
          อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส 
          ถ้าประสงค์จะบูชาพระธาตุแบบเจาะจงให้นำฉายาของท่านวางหน้าคำว่า"ธาตุโย"เช่น
          คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          อะหัง วันทามิ สารีริกะธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส 
          คำบูชาพระธาตุพระสิวลี
          อะหัง วันทามิ สิวลีธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส 
          คำบูชาพระธาตุหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
          อะหัง วันทามิ ภูริทัตตะธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส

คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          ปูชิตา นะระเทเวหิ, สัพพัฏฐาเน ปะติฎฐิตา,
          สิระสา อาทะเรเนวะ, อะหัง วันทามิ ธาตุโย,
          โย โทโส โมหะจิตเตนะ, วัตถุตตะเย กะโต มะยา,
          โทสัง ขะมะถะ เม ภันเต, สัพพะปาปัง วินัสสะตุ,
          ธาตุโย วันทะมาเนนะ*, ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ,
          สัพเพปิ อันตะรายา เม, มาเหสุง ตัสสะ เตชะสาฯ
          (* ถ้าผู้สวดเป็นหญิง เปลี่ยนคำว่า วันทะมาเนนะ เป็น วันทะมานายะ)
          ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้านมัสการ พระบรมสารีริกธาตุ แห่งองค์สมเด็จพระบรมโลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานในที่ทุกสถาน ด้วยเศียรเกล้า
          แม้บาปทั้งปวง ที่เคยล่วงเกินด้วยใหลหลง ข้าพระองค์ขอขมาโทษได้ทรงโปรดงดโทษนั้นให้มีอันวินาศสิ้นสูญไป
          ด้วยเดชะกุศลผลบุญ ที่ข้าพระพุทธเจ้าได้น้อมเกล้านมัสการพระบรมสารีริกธาตุในกาลครั้งนี้ แม้สรรพอันตรายทั้งปวง จงอย่างได้บังเกิดแก่ข้าพระพุทธเจ้าในกาลทุกเมื่อ เทอญ.

คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ
          (นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 ครั้ง)
          อะหัง วันทามิ อิธะ ปะติฏฐิตา พุทธะธาตุโย
          ตัสสานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เม.
          ข้าพเจ้าขอนมัสการกราบไหว้ พระบรมสารีริกธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้ ด้วยอานุภาพแห่งกุศลผลบุญนี้ ขอให้ข้าพเจ้าประสบแต่ความสุขสวัสดี ตลอดกาลทุกเมื่อเทอญ

คำไหว้พระธาตุ
          ยาปาตุภูตา อะตุลา
          นุภาวาจีรัง ปะติฏฐา
          สัมภะกัปปะ ปุเรเทเวนะ
          ตุตตา อุตตะราภีทับยานะมานิ
          หันตัง วะระชินะธาตุง

บทกล่าวอัญเชิญและบูชาพระธาตุ แบบต่างๆ
คำกล่าวอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบยาว
          อะเน กะกัปเป กุสะเล จินิตตะวา โลกานุกัมปายะ มะ เนกะทุกขัง อุสสาหะยิตตะวา จะ สุจีระการัง พุทธัตตะภาวัง สะกะลัง อะคัญฉิ เอวัญจะ กัตตะวา ภะคะวา ทะยาลุ ทุกขา ปะโมเจถะ ขิเล จะอัมเห ทัสเสถะ โน ปาฏิหิรัง สุวิมหัง เฉทายะ กังขัง สะกะลัง ชะนัสสะ กาเกนะ รัญญา กะถิตันตุ ยังยัง ตังตัง อะขีลัง วิตะถัง ตะถัง เจ พุทธานะกะถา วิตะถา ตะถา เจ ทัสเสถะ วิมหัง นะยะนัสสะ โนปิ อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังคะโต อัสสามิ มะหันตา ภินนะมุคคา จะมัชฌิมา ภินนะฑัณฑุลา ขุททุกะ สาสะปะมัตตา เอวัง ธาตุโย สัพพัฏฐาเน อาคัจฉันตุ สีเส เม ปะตันตุฯ 
 
คำกล่าวอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบทั่วไป
          อัชชะตัคเค ปาณุเปตัง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณังคะโต อัสสามิมะหันตา ภินนะมุคคา จะ มัชฌิมา ภินนะตัณฑุลา ขุททุกะ สาสะปะมัตตา เอวัง ธาตุโย สัพพัฏฐาเน อาคัจฉันตุ สีเสเม ปะตันเต
 
คำแปลบทอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบทั่วไป
          ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปตราบเท่าชีวิต ข้าฯขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุที่สถิตอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วหัก แก้วมุกดา ขนาดกลางเท่าเมล็ดข้าวสารหัก และขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด จงเสด็จตกลงเบื้องบนประดิษฐาน เหนือเศียรเกล้าของข้าฯในที่ทุกสถาน เทอญฯ 
 
คำแปลบทอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ แบบย่อ
          นับตั้งแต่นี้ จนสิ้นชีวิต พลีชีพอุทิศ พระรัตนตรัย ขอพระบรมธาตุ สถิตทั่งไกล คุ้มครองผองภัย สู่เศียรข้าฯเทอญฯ

พระคาถาอัญเชิญเสด็จพระบรมสารีริกธาตุ
          อิ  ติ    ปิ    โส     วิ    เส  เส  อิ
          อิ  เส   เส   พุทธ  นา  เม  อิ
          อิ  เม  นา   พุทธ  ตัง  โส  อิ
          อิ  โส  ตัง  พุทธ   ปิ   ติ   อิ

อานิสงฆ์จากการเดินทางไปทำบุญไหว้พระ

ธรรมะ คือ ธรรมชาติ สงบกาย สงบใจ 

มีสติ ดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท


 ขอขอบคุณ : ภาพและเนื้อหาจากอินเตอร์เน็ต